facefocus.co.th
You are here: Home

สิว ฝ้า กระ ขี้แมลงวัน ติ่งเนื้อ

อีเมล

ฝ้า

ฝ้าเกิดจากการทำงานผิดปรกติของเม็ดสีในชั้นผิวหนัง ผิวหนังบริเวณที่เกิดฝ้าจะมีลักษณะเป็นรอยน้ำตาลปนดำ มักพบฝ้าบริเวณผิวหนังที่สัมผัส กับแสงแดดมากๆ เช่นใบหน้าและแขน พบว่าการสัมผัสกับรังสียูวีในแสงแดดเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดฝ้า นอกจากแสงแดดแล้วระดับ ฮอร์โมนเอสโตรเจนก็มีส่วนสำคัญ การใช้ยาคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ มีส่วนกระตุ้นให้เกิดฝ้าทั้งสิ้น การรักษาฝ้ามีหลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นกับระดับ ความลึกของฝ้า รอยฝ้าตื้นๆที่อยู่ในระดับชั้นหนังกำพร้านั้นสามารถรักษาได้โดยใช้เพียงยาทา ส่วนรอยฝ้าที่อยู่ในระดับลึกนั้นมักต้องให้การรักษา ร่วมกันระหว่างยาทา การลอกผิว( Chemical peel) และการใช้เลเซอร์  จากประสบการณ์ที่ผ่านมาหมอพบว่า รอยฝ้าส่วนใหญ่มักผสมปนกัน ระหว่างฝ้าตื้นกับฝ้าลึก ดังนั้นการรักษาร่วมมักให้ผลการรักษาดีกว่า

image077ยาทารักษาฝ้าที่รู้จักกันดี คือ ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ยาทาไฮโดรควิโนน ออกฤทธิ์ลดรอยฝ้าโดย การยับยั้งเอนไซม์ในกระบวนการสร้างเม็ดสี(Tyrosinase) ยาทาไฮโดรควิโนน มีระดับความเข้มข้น ตั้งแต่ 2-4% โดยประสิทธิภาพการรักษาจะเริ่มเห็นผลเมื่อใช้ต่อเนื่องนานประมาณ 5-7-อาทิตย์  การใช้ยาไฮโดรควิโนนอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงเช่น รอยแดง ผิวหน้าลอก และรอยฝ้าถาวร (ochronosis) ดังนั้นการใช้ยาฝ้าที่มีไฮโดรควิโนนเป็นส่วนประกอบต้องอยู่ภายใต้ คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น

arrowยาทาฝ้ากลุ่มกรดวิตามินเอretinoic acid (RA) ออกฤทธิ์โดยการเร่งการผลัดผิวส่วนที่มีเม็ดสีออกมีการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างยาทาไฮโดรควิโนนและยาทากลุ่มกรดวิตามินเอในการรักษาฝ้าพบว่า ต้องใช้ยาทากลุ่ม กรดวิตามินเอนานถึงหกเดือนรอยฝ้าถึงจางลง ผลข้างเคียงจากการทายาทาฝ้ากลุ่มกรดวิตามินเอได้แก่ ผิวเห่อแดง หน้าลอก อาการแสบคัน โดยผลข้างเคียงจะเพิ่มขึ้นเมื่อทาร่วมกับยาทารักษาสิวบางชนิด

arrow ยาทาฝ้ากลุ่มAzelaic acid (AA) เป็นกรด dicarboxylic acid ที่เกิดโดยธรรมชาติยาทา AA อยู่ในรูปครีมมีความเข้มข้น ตั้งแต่     10-20% ยา AA ออกฤทธิ์กับเม็ดสีที่มีการทำงานมากผิดปรกติเท่านั้น (ต่างจากไฮโดรควิโนนที่ออกฤทธิ์กับเม็ดสีที่ปรกติและผิดปรกติ) การทายากลุ่ม AA จะเริ่มเห็นผลหลังทายาต่อเนื่องประมาณ 1-2 เดือน ผลข้างเคียงจากการทายา AA น้อยกว่ายากลุ่มไฮโดรควิโนนและ กรดวิตามินเอ

arrow ยาทาสเตียรอยด์ สามารถทำให้รอยฝ้าจางลงได้ แต่การทายาสเตียรอยด์นานๆ จะทำให้ผิวหน้าบาง หลอดเลือดฝอยขยายตัว กระตุ้นการเกิดสิว จึงไม่แนะนำให้ใช้สเตียรอยด์เดี่ยวๆในการรักษาฝ้าค่ะ

arrow ยาทาอื่นๆ ยาทากลุ่มกรดโคจิก (Kojic acid) ยาทาวิตามินซี และยาทาจากสารสกัดชะเอมเทศ (licorice extract)

arrow การลอกผิวหน้าด้วยสารเคมี (chemical peeling) หลักการในการรักษาฝ้าด้วย chemical peeling มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้น การหลุดลอกของผิวหนังส่วนบน ทั้งนี้การลอกผิวหน้าจะมากหรือน้อย จะขึ้นกับควมเข้มข้นและชนิดของสารเคมีที่ใช้  โดยทั่วไปการลอกผิวหน้า จะทำทุกๆ 3-4 อาทิตย์ ผลข้างเคียงที่อาาจพบได้คือ ผิวเห่อแดง หน้าลอก เป็นต้น

arrow การรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์ มีรายงานการใช้ คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ ร่วมกับ Q-switched alexandrite laser พบว่าให้การรักษา ค่อนข้างดี การใช้ IPL(Intense pulsed light) ก็ได้ผลดีเช่นกันโดยเฉพาะกลุ่มฝ้าตื้น การรักษาจะเริ่มเห็นผลหลังให้การรักษา 2-3 ครั้ง ทั้งนี้ผลการ รักษาจะขึ้นกับลักษณะรอยฝ้าและการตั้งค่าพลังงาน IPLให้เหมาะสมกับสภาพผิว

ท้ายสุด...ขอเน้นย้ำอีกนะคะว่า ครีมกันแดด จำเป็นมาก หากไม่อยากมีฝ้า ไม่อยากให้รอยดำจากฝ้ากลับมาอีก ก็ต้องใช้เป็นประจำค่ะ


สิว

สิวเกิดจากการอักเสบของหน่วยรูขน ( pilosebaceous unit )สิวแบ่งเป็นสองกลุ่มหลักๆ คือ สิวอุดตัน (comedone) และสิวอักเสบ โดยทั่วไปการรักษาสิวจะประกอบด้วย

  • การควบคุมการผลัดเซลล์ผิวหน้าเพื่อลดการอุดตันของหน่วยรูขน โดยการใช้ยาในกลุ่ม retinoids
  • การลดปริมาณเชื้อแบคทีเรีย P.acne ที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิว โดยยาปฏิชีวนะและ Benzoyl peroxide พบว่าการใช้ยาปฎิชีวนะรักษาสิวเพียงอย่างเดียวมักก่อให้เกิดการดื้อยาจึงควรรักษาสิวด้วย Benzoyl peroxide ร่วมด้วย ทั้งนี้การใช้Benzoyl peroxide นั้น ควรใช้คนละเวลากับยาทาในกลุ่ม retinoids เพราะ Benzoyl peroxide มีผลทำให้ประสิทธิภาพของRetinoids ลดลง
  • การละลายสิวอุดตันโดยใช้ BHA และ AHA
  • นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการใช้แสงในการรักษาสิว (light therapy) หลักการของการรักษาสิวด้วยแสงนั้นเกิดจากการที่ แบคทีเรีย P.acne ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิวสร้างโคโมฟอร์ (Chromopore) ที่ชื่อว่า coproporphyrin III เมื่อแสงสีฟ้า(blue light; 400-420hm)ทำปฎิกิริยากับโคโมฟอร์ จะเกิดการปลดปล่อยพลังงานและมีการสร้างออกซิเจนอิสระขึ้น ส่งผลให้เกิดการทำลายแบคทีเรีย P.acneทำให้สิวอักเสบดีขึ้น อย่างไรก็ดีการรักษาสิวด้วยแสงจะได้ผลหรือไม่นั้น ขึ้นกับลักษณะสิว ความยาวคลื่นแสง ระยะเวลาในการฉายแสง รวมถึงการให้การรักษาร่วมอย่างอื่นด้วย
  • การรักษาอื่นๆ เช่นการรับประทานยาปฎิชีวนะ ยากลุ่ม retinoidsยาคุมกำเนิด นั้น จะพิจารณาเป็นรายๆไป ขึ้นกับระดับความรุนแรงของสิว

 

ติ่งเนื้อ(skin tag)

image078หลายๆคน คงเคยเห็นติ่งที่ยื่นออกมาจากผิวหนัง ติ่งที่ว่านี้ก็คือติ่งเนื้อ  ติ่งเนื้อไม่ใช่เนื้อร้าย แต่หากมีมากในบริเวณที่เห็นชัดเจนเช่นลำคอ  นอกจากไม่สวยงามแล้ว อาจส่งผลต่อบุคคลิกภาพ ติ่งเนื้อมักพบในหญิงวัยกลางคนขึ้นไป  โดยพบมากที่บริเวณ ขัอพับเช่น รักแร้ ขา หนีบและลำคอ ลักษณะเป็นติ่งยื่นจากผิวหนัง ไม่มีอาการเจ็บหรือปวดเว้นแต่มีการ  บิดขั้วของติ่งเนื้อ อาจก่อให้เกิดแผลได้เช่นกัน ติ่งเนื้อนั้นมีขนาดต่างๆกัน ตั้งแต่ 1-10 มิลลิเมตร มักมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่ออายุมากขึ้น ในผู้หญิงการเพิ่มของติ่งเนื้อมักมากขึ้นหลังการตั้งครรภ์ การตัดติ่งเนื้อมีหลายวิธี ทั้งการใช้คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ และการใช้เครื่องจี้ไฟฟ้า


กระเนื้อ (seborrheic keratosis)

image080กระเนื้อ มีลักษณะเป็นก้อนนูนๆสีดำ วางแปะอยู่บนชั้นผิวหนัง ("stack on" apperance) กระเนื้อมักพบในคนอายุ 30 ปีขึ้นไป โดยส่วนใหญ่มักมีประวัติกระเนื้อในครอบครัว กระเนื้อไม่ใช่เนื้อร้าย แต่มักมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่ออายุเพิ่มขึ้น พบในชายมากกว่าหญิง โดยมากมักไม่มีอาการอะไร เนื่องจากกระเนื้อเป็นรอยโรคระดับตื้น พบว่าการรักษาโดยใช้ คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ให้ผลดี  ส่งผ่านพลังงานไม่มาก การบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อข้างเคียงน้อย อย่าไรก็ดีก้อนนูนๆดำๆที่ผิวหนัง ไม่สามารถวางใจได้เสมอไปนะคะ หากก้อนทีลักษณะโตเร็ว ขอบไม่เรียบ เป็นแผลเรื้อรัง ก็ควรปรึกษาแพทย์ค่ะ เพราะมีโอกาสที่ก้อนดังกล่าวจะไม่ใช่กระเนื้อ แต่เป็นมะเร็งที่ผิวหนังค่ะ


ไฝ ขี้แมลงวัน

ไฝ ขี้แมลงวัน โดยทั่วไปมักมีขนาดไม่เกินหนึ่งเซนติเมตร นอกจากมีผลต่อความสวยงามแล้ว ยังมีความเชื่อว่าตำแหน่งของไฝอาจมีผลต่อ โชคลาภ หรือเป็นกาลากินีอีกด้วย (อันนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะคะ) ไฝ ขี้แมลงวัน พบได้ในทุกๆคน วัยผู้ใหญ่จะมีปริมาณไฝ ขี้แมลงวัน ราวๆ 20 เม็ด โดยพบมากในคนผิวขาวมากกว่าคนผิวคล้ำ ไฝ ขี้แมลงวันนั้นสามารถจำแนกได้สามระดับด้วยกัน โดยดูระดับความลึกเป็นเกณฑ์

image083
1. ไฝ ขี้แมลงวันระดับตื้นๆ (junctional melanocytic nevocellular nevi) มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ขอบเรียบ มักมีขาดน้อยกว่าหนึ่งเซนติเมตร การรักษาไฝ ขี้แมลงวันชนิดนี้ด้วยเลเซอร์ให้ผลการรักษาดี ไม่ค่อยกลับเป็นซ้ำ
image085

2. ไฝ ขี้แมลงวัน ระดับกลาง (compound melanocytic nevocellular nevi) ไฝ ขี้แมลงวันชนิดนี้จะลงลึกถึงระดับชั้นหนังแท้ส่วนบน ลักษณะเป็นตุ่มนูน ไฝ ขี้แมลงวันชนิดนี้ มักกลับเป็นซ้ำหลังเลเซอร์เพราะเม็ดสีอยู่ลึก หากเลเซอร์ให้หมด ภายในครั้งเดียว อาจลงลึกเกิน ทำให้เกิดแผลเป็น

image087
3. ไฝ ขี้แมลงวัน ระดับลึก (Dermal melanocytic nevocellular nevi) ไฝ ขี้แมลงวัน ชนิดนี้จะลงลึกระดับชั้นหนังแท้ มักพบในช่วงอายุ 20-30 ปีขึ้นไป

อย่างไรก็ดีตุ่มนูนสีน้ำตาลดำ นั้นก็ไม่ใช่ไฝ ขี้แมลงวัน เสมอไปนะคะ วิธีสังเกตง่ายๆว่าเป็นไฝต้องสงสัยได้แก่

  • a. ลักษณะที่ไม่สมมาตรคือเมื่อแบ่ง ไฝ ขี้แมลงวันนั้นออกเป็นสองส่วนแล้วมีลักษณะต่างกัน
  • b.ไฝ ขี้แมลงวันดังกล่าวมีขอบไม่เรียบ
  • c. มีสีไม่สม่ำเสมอ
  • d. มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 6 มิลลิเมตร
หากพบ ไฝ ขี้แมลงวัน มีลักษณะดังที่กล่าวไป ควรไปปรึกษาแพทย์ดีกว่านะคะ  เข้าทำนองว่าตำแหน่งดี แต่โหวงเฮ้งของไฝไม่ดี ไปเอาออกดีกว่าค่ะ

การจี้ไฝขี้แมลงวันกระเนื้อสามารถทำได้หลายวิธีตั้งแต่การใช้ CO2laser เครื่องจี้ไฟฟ้า (electrocauterty) การใช้สารเคมี (Chemical cauterization) และการผ่าตัด (surgical excision)

arrow คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์(CO2 laser) มีกลไกการทำงานอย่างไร ?? CO2laser ทำลายไฝขี้แมลงวัน และกระเนื้อโดยการที่ลำแสงเลเซอร์เข้าทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของน้ำในเนื้อเยื่อ ทำให้เนื้อเยื่อดังกล่าวถูกทำลายปริมาณเลเซอร์ถูกดูดซับได้มากที่บริเวณผิวส่งผลให้การทะลุทะลวงต่ำลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อบริเวณข้างคียง พบว่า CO2laser มี optical penetration depth เท่ากับ 20μm ดังนั้นการใช้ CO2laser จึงก่อให้เกิดการบาดเจ็บในระดับตื้นๆ เท่านั้น

arrow การใช้เครื่องจี้ไฟฟ้า (electrocautery) สามารถใช้จี้ไฝ ขี้แมลงวันและกระเนื้อได้เช่นกัน ต่างกันตรงหลักการทำงาน การทำงานของเครื่องจี้ไฟฟ้า (electrocautery)นั้นจะปล่อยกระแสไฟฟ้าไปยังจุดผ่าตัดทำให้อุณหภูมิบริเวณเนื้อเยื่อสูงขึ้นน้ำภายในเซลล์จะเดือดเซลล์จะแห้งและถูกทำลายไปจะเห็นว่าการจี้ไฝขี้แมลงวันและกระเนื้อโดยใช้เครื่องจี้ไฟฟ้า (electrocautery)นั้นสามารถควบคุมการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อข้างเคียงได้น้อยกว่าการใช้ คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ CO2 laser อย่างไรก็ดีการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อยังขึ้นกับการตั้งค่าพลังงานเครื่องคาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์และเครื่องจี้ไฟฟ้าขณะทำการผ่าตัดด้วยทั้งนี้การตั้งค่าพลังงานต้องมีความเหมาะสมกับขนาดของไฝขี้แมลงวันและกระเนื้อกรณีไฝขี้แมลงวันที่มีขนาดเล็กและอยู่ตื้นก็ควรใช้ค่าพลังงานต่ำ หากตั้งค่าพลังงานสูงมากเกินไปอาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อข้างเคียงโดย ไม่จำเป็นการบาดเจ็บที่ผิวหนังหากลึกเกินระดับชั้นหนังแท้ส่วนล่าง(reticular dermis) จะส่งผลต่อกระบวนการหายของแผล และอาจเกิดแผลเป็นได้

arrow การใช้สารเคมี (Chemical cauterization)โดยทั่วไปสารเคมีที่ใช้ในการจี้คือ TCA(Trichloroacetic acid)โดย TCA จะมีระดับความเข้มข้นต่างๆกัน ตั้งแต่ 10-100% TCA มีคุณสมบัติเป็นสารลอกผิว  TCA เหมาะกับรอยโรคตื้นๆ การใช้ TCA สามารถทำได้ง่าย แต่มีข้อควรระวังในผู้ที่มีแนวโน้มเป็นแผลเป็นนูน ผู้ที่มีผิวแพ้แสง มีประวัติรับประทานยารักษาสิวในกลุ่ม กรดวิตามินเอ เพราะมีรายงานการเกิดแผลเป็นนูนหลังการใช้ TCA จี้

FITZPATRICK'S COLOR ATLAS AND SYNOPSIS OF CLINICAL DERMATOLOGY SIXTH EDITION

ref:

คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ จี้ไฝ ขี้แมลงวัน กระเนื้อ

จี้ไฝ ขี้แมลงวัน กระเนื้อ ด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ โดยแพทย์เฉพาะทาง ด้วยเครื่องมือมาตราฐาน ผ่านการรับรอง จาก อย.

จี้ไฝ ขี้แมลงวัน ราคาเริ่มต้นที่ 350-500 บาท/ จุด (ขึ้นกับระดับความลึก)

จี้กระเนื้อ 10-20 จุด ราคา 2,500 บาท

จี้กระเนื้อ 20-40 จุด ราคา 4,500 บาท